วันศุกร์ที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

สอบ MCSD ฟรี(ถ้าสอบผ่าน) เดือนกันยายน 2557



แหล่งข้อมูล
http://www.ert.co.th/promotion_detail.php?id=148

วันเสาร์ที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

ติวสอบชนิดข้อมูลพื้นฐาน (Value Types Tutorial)

เรื่องชนิดข้อมูลพื้นฐาน ผมเคยเขียนไว้แล้ว ที่ Value Types (1) : Built-in Types ซึ่งสามารถอ่านประกอบหรืออ้างอิงได้ครับ

ตัวอย่างข้อสอบ
จงเลือก data type ที่เหมาะสมกับเงื่อนไขข้อมูลต่อไปนี้
- ข้อมูลเป็นตัวเลข
- ข้อมูลมีค่ามากกว่า 32,767

ก. System.SByte
ข. System.String
ค. System.Int16
ง. UShort
ง. Char

อธิบายวิธีคิด
โจทย์ข้อนี้เป็นโจทย์ที่มีระดับความยากเพียง 1 ดาว โดยจะทดสอบความจำของเรา ใครจำได้ก็ไม่ต้องอ่านที่ผมอธิบายนะครับ

ข้อนี้เราอาจจะใช้เงื่อนไขมาตัดตัวเลือกให้ตัดสินใจง่ายขึ้น โดยเงื่อนไขแรกบอกว่า ต้องเก็บข้อมูลตัวเลขเท่านั้น ดังนั้น ข้อ ข. และข้อ ง. จึงควรตัดออก (คนศึกษาใหม่ๆ อาจจะคิดไปว่า String ก็เก็บเลขได้ ซึ่งต้องอธิบายว่าในคอมพิวเตอร์จะถือว่าตัวเลขที่เก็บแบบตัวหนังสือ จะไม่สามารถนำมาคำนวนได้ สำหรับมนุษย์จะฉลาด สามารถนำตัวเลขไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน ก็สามารถนำมาคำนวนได้ เช่น 6 + สาม มนุษย์จะรู้ว่าคำตอบคืออะไร)

หลังจากตัดข้อที่ไม่ใช่ตัวเลขออกแล้ว ก็อยู่ที่ความจำของเราแล้ว โดยเทคนิคการจำของผมอันนี้เป็นวิธีของคนขี้เกียจจำอะไรเยอะๆ นะครับ แต่อาจจะคิดช้าหน่อย สำหรับเลขจำนวนเต็มผมจำแค่ 4 ตัวแล้วค่อยมาต่อยอดเอาครับ คือ Byte, Short, Integer, Long และผมจะจำไว้เสมอว่า Integer มีขนาด 32 bits แล้วค่อยรู้ขนาดของอีก 3 ตัวด้วยการลดหรือเพิ่มขนาดเป็น 2 เท่า ดังนั้น จะเรียงลำดับขนาด bits ได้แบบนี้

8 16 32 64
Byte Short Integer Long

ต่อไปเราต้องต้องคำนวนค่าที่แต่ละ data type เก็บได้มากที่สุด โดยนำ 2 มายกกำลังตามจำนวนบิตที่เราเขียนไว้ เริ่มจาก Byte ซึ่งค่าที่เก็บได้เท่ากับ 28 หรือ 256 นั้นคือ 0 ถึง 255 นั้นเอง ส่วน SByte นั้น S ข้างหน้า Byte ก็ย่อมาจากคำว่า sign หมายถึงเครื่องหมาย + หรือ - นั้นคือ กรณี SByte ต้องแบ่งครึ่ง เป็นลบและบวกอย่างละเท่าๆ กัน คือ อย่างละ 128 จะได้ -128 ถึง 127 (ฝั่งบวกรวม 0 ด้วยเลยเหลือ 127 นะครับ) จะเห็นว่าพอมาถึงตรงนี้ตัดข้อ ก. ออกได้ เพราะ System.SByte นั้นค่ามากที่สุด ยังห่างไกล 32,767 ครับ

ต่อมา Short ซึ่งเรารู้แล้วว่ามีขนาด 16 bits ถ้าเราลองสังเกตข้อ ค. จะเห็นว่า Int16 มีเลข 16 อยู่ นั้นก็หมายถึง Int16 มีขนาด 16 bits ครับ แสดงว่า Short และ System.Int16 มีขนาดเท่ากัน ส่วนการคำนวนค่าข้อมูลที่เก็บได้มากที่สุด ก็คำนวนโดยคิดเป็นเท่าตัวของ 8 bits ไม่ใช่เอา 256 x 2 นะครับ แต่หมายถึง 28 x 28 หรือ 256 x 256 ซึ่งเท่ากับ 65,536 แต่อย่าเพิ่งตอบข้อ ค. นะครับ เพราะ Short, Integer, Long จะมี UShort, UInteger, ULong คู่เสมอครับ โดย U ข้างหน้านั้น ย่อมาจาก unsign ซึ่งหมายถึง ไม่มีเครื่องหมาย หรือพูดง่ายๆว่า มีเฉพาะฝั่งบวกครับ ดังนั้น Short หรือ System.Int16 ต้องถูกแบ่งอย่างละครึ่งครึ่งละ 32,768 เป็นบวกลบ ซึ่งเท่ากับ -32,768 ถึง 32,767 ดูจากค่านี้แล้วทำให้เราต้องตัดข้อ ค. ออกครับ เพราะเงื่อนไขบอกว่าต้องมากกว่า 32,767 ไม่ใช่พอดีนะครับ

เหลือคำตอบเดียวคือ ข้อ ง. ซึ่งเป็นคำตอบแน่นอน แต่เพื่อความแน่ใจ เราลองมาตรวจคำตอบดูก่อนครับ โดยต่อจากที่เราคำนวนค่ามากที่สุดของ Short ไว้ ดังนั้น UShort ก็คือค่าที่มีเฉพาะฝั่งบวก นั้นคือ เอา 256 x 256 เท่ากับ 65,536 มาเลยก็ได้ นั้คือ 0 ถึง 65,535 (อย่าลืมลบ 1 เพราะรวมเลข 0 ด้วย) ซึ่งเป็นคำตอบเดียวที่เก็บตัวเลขมากกว่า 32,767 ได้ครับ

วิธีคิดแบบผม จะช่วยให้ไม่ต้องมานั่งจำชนิดข้อมูลมากมาย ส่วนข้อสอบ 70-536 ออกเกี่ยวกับ Value Types โดยตรงเพียงข้อเดียว

Technorati Tags: ,
 
del.icio.us Tags: ,

วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

ข้อคิดจากภาพยนต์เรื่อง THOR สู่ความเป็น Open Source

วันนี้ไปดูหนังเรื่องทอร์มา เป็นหนัง action ที่มันส์อีกเรื่อง ซึ่งได้ข้อคิดเล็กน้อยว่า "คนเราจะเป็นผู้นำได้ ไม่ใช่ด้วยกำลัง หรือการทำลายล้างศัตรู แต่ด้วยความถ่อมตน และรักสันติ"

หลังจากดูหนังเสร็จ ผมกลับบ้านมาเล่นเน็ตต่อ แล้วก็เห็นข่าวเกี่ยวกับ open source ที่โจมตีซอฟท์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์หรือซอฟท์แวร์เชิงการค้า ทำให้ผมคิดว่า เราอาจถูกปลูกฝังให้ก่อสงครามกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเรามากเกินไปรึเปล่า ดูตัวอย่างได้จากปัญหาการเมืองในบ้านเรา ที่ทำให้คนไทยแตกแยก และรับไม่ได้กับคนที่คิดต่าง แม้คุณ Richard Stallman บิดาแห่ง GNU จะประกาศอย่างชัดเจนในเว็บด้วยข้อความตอนนึงว่า "...the enemy is proprietary (nonfree) software..." ใน Why Open Source misses the point of Free Software แต่ผมคิดว่าเราก็ควรนำความคิดของเค้ามาปรับใช้ในแบบวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นความเข้ากันได้โดยเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติครับ

ที่จริงมีหลายสิ่งที่ชาว open source ควรตั้งรับมากกว่ามองแค่ซอฟท์แวร์เชิงการค้า นั้นคือ มิตรเทียม หรือซอฟท์แวร์บางประเภทที่เกาะกระแส open source เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือเพื่อนำ open source ไปโจมตีศัตรูของเค้าอีกที นอกจากนี้ยังมีซอฟท์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์แบบลูกครึ่ง คือมีลิขสิทธิ์เชิงการค้าอยู่ในตัวซอฟท์แวร์ ที่เรามักเข้าใจผิดว่าเป็น open source เต็มตัว จนมีเรื่องมีราวกับชาว open source เช่นในกรณี Orcle Java (Apache Harmony - google)  และ OpenOffice (LibreOffice) นี่ยังไม่รวมซอฟท์แวร์บางตัวที่บอกว่าเป็น open source แต่ทำตัวแบบ freeware คือ source code แทบนำมาแก้ไขต่อไม่ได้เลย

ที่เขียนมาทั้งหมด ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับไมโครซอฟท์หรือต้องการจะโจมตี open source นะครับ แม้ผมจะเขียนบทความที่เกี่ยวกับ VB.NET แต่ผมก็ชอบ Python ผมชอบเรียนรู้เทคโนโลยีหลายๆ ด้าน และชอบที่จะบูรณาการมันเข้าด้วยกันมากกว่า ไม่เช่นนั้น ผมคงไม่ไปสอบ cert. ทั้ง Java และ .NET หรอกครับ

ผมจึงฝากข้อคิดให้ชาว open source ของเราว่า "ความสำเร็จของ Open Source ไม่ใช่อยู่ที่การฟาดฟันซอฟท์แวร์เชิงการค้า (proprietary software) แต่อยู่ที่ความเป็นมิตรและเข้ากันได้กับซอฟท์แวร์ทุกประเภท  เหมือนใจที่รักในเสรีภาพ"

"ตัวคุณ Open Source แล้วใจคุณ Open Mind หรือยัง"

แหล่งข้อมูล :
Thor (film)
Why Open Source misses the point of Free Software
Overview of the GNU System

วันพุธที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

การใช้งาน App.Config ใน WPF (Using App.Config in WPF)


หลังๆ มาผมเริ่มจะคุ้นเคยกับ XAML หลังจากปล้ำกับ Silverlight มาซักพัก ต้องใช้คำว่าปล้ำเลยนะครับ เพราะต้องเปลี่ยนแนวคิดไปเยอะเลย ต้องอ่านหนังสือแบบ step-by-step แล้วทำไปด้วยถึงจะเข้าใจ ตอนนี้เลยได้พยายามลองใช้ WPF ดูพบว่าถ้าได้รู้ xaml concept แล้ว จะเขียน Silverlight หรือ WPF ก็เหมือนๆ กัน ซึ่งผมว่าการเรียนรู้ XAML นี่คุ้มนะครับ เพราะนอกจาก WPF กับ Silverlight แล้ว ยังสามารถเอาไปใช้ทำ app บน Windows Phone 7 ได้ด้วย (ยิงปืนครั้งเดียว ได้นก 3 ตัว)

Windows Application (Desktop Application) ส่วนใหญ่แล้วต้องใช้ไฟล์ config มาเก็บค่าที่เกี่ยวการ setting ต่างๆ ของโปรแกรม ซึ่งรวมถึง WPF Application ด้วย โดยผมได้เก็บค่า config ไว้ที่


...
    
        
        ....
    


แต่เมื่อผมจะเรียกใช้คำสั่ง (สำหรับ .NET รุ่นใหม่ๆ)

System.Configuration.ConfigurationManager.AppSettings("...").ToString

เพื่อดึงค่าที่เก็บไว้ใน app.config กลับไม่มีให้ใช้ เลยไปค้นในเน็ตด้วย "WPF app.config" ก็ได้คำตอบในเว็บ Stack Overflow (เป็นเว็บบอร์ดที่ผมชอบมากๆ) ว่า WPF ไม่ได้มี System.Configuration เป็น default reference ถ้าจะใช้ class ConfigurationManager ให้ add reference เพิ่มเข้ามาเอง

ปล.ต่อไปผมจะเขียน blog เนื้อหาสั้นหน่อยนะครับ ถึงจะสามารถ publish บทความออกมาได้ เพราะมีเวลาและกำลังน้อยลงตามอายุครับ 555

แหล่งข้อมูล :
How to use a App.config file in WPF applications?

วันพุธที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

ขนาดของ .NET Framework เวอร์ชั่น 4 น่าประทับใจมาก

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากห่างหายไปเป็นปี ที่จริงก็ไม่ได้ไปไหนไกลครับ อยู่แถวๆ facebook และ twitter แถวนี้แหละครับ ช่วงนี้ผมได้มีโอกาสลองของใหม่กับเจ้า Visual Studio 2010 เลยนำประสบการณ์มาเล่าให้ฟังเล็กน้อย ซึ่งสิ่งที่ผมค่อนข้างประทับใจในขั้นแรกคือ ตัว .NET Framework ครับ เพราะมันเล็กกว่าเวอร์ชั่นเดิมมาก จากเวอร์ชั่น 3.5 sp1 มีขนาดประมาณ 230 MB ทำให้ผมคาดว่าเวอร์ชั่น 4.0 น่าจะอยู่ที่ 250 - 280 MB แต่ไมโครซอฟท์ทำออกมาขนาดประมาณเพียง 48 MB เท่านั้น! ซึ่งผมลองลงเฉพาะ .NET Framework 4.0 แล้ว พบว่าใช้เวลาประมาณ 15 นาทีครับ แล้วแต่ประสทิธิภาพของเครื่องคอมฯ นั้นๆ ด้วย แต่เวอร์ชั่น 3.5 เดิมนั้นเกือบ 25 นาทีเลย  (ลงเสร็จแล้วมันต้องการ restart เครื่องด้วยครับ) งานนี้ต้องขอชมเชยทีมงานไมโครซอฟท์ด้วยนะครับ เพราะหลายๆ คนรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ที่ออกมาใหม่ส่วนใหญ่จะที่ขนาดใหญ่ กินพื้นที่เยอะ ช้า ซึ่งเป็นเหตุผลอีกอันนึงให้หลายคนไม่อยากใช้ของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของไมโครซอฟท์ เพื่อให้เห็นภาพพัฒนาการเรื่องขนาดของ .NET Framework รุ่นต่างๆ ผมจึงทำเป็นตารางให้ดูกันง่ายๆ ข้างล่างครับ

ตารางเปรียบเทียบขนาดไฟล์ติดตั้งของ .NET Framework รุ่นต่างๆ
เวอร์ชั่นขนาดไฟล์ติดตั้ง
1.1 23 MB
2.0 68 MB (x86 – 22.4 MB, x64 – 45.2 MB)
3.0 140 MB (x86 – 50 MB, x64 – 90 MB)
3.5 200 MB
3.5 sp1 231.5 MB
4.0 48.1

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม :
Microsoft .NET Framework Version 1.1 Redistributable Package (support both x86 and x64)
Microsoft .NET Framework Version 2.0 Redistributable Package (x86)
Microsoft .NET Framework Version 2.0 Redistributable Package (x64)
Microsoft .NET Framework 3.0 Redistributable Package (separate x86 and x64 - full package include)
Microsoft .NET Framework 3.5 (support both x86 and x64 - full package include)
Microsoft .NET Framework 4 (support both x86 and x64 - Standalone Installer)

วันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

เพิ่มความสามารถให้ System.DateTime (DateTime Extensions)

Share this article on your facebook

จากบทความก่อนๆ ที่ผมเคยเขียนเกี่ยวกับ ฟังก์ชั่นหาวันแรกและวันสุดท้ายของเดือน (Get first and last day of month) ซึ่งเป็น Function ที่สร้างขึ้นไว้ใช้งานเอง แต่วันนี้ผมเจอเว็บของคุณ Fredrik Kalseth ผู้ที่ขยายความสามารถให้ System.DateTime ให้มีฟังก์ชันเหล่านั้นไว้ รวมทั้งอีกหลายๆ ฟังก์ชันที่เราใช้บ่อยๆ มาลองดูตัวอย่างกันครับ (ตัวอย่างข้างล่างทั้งหมด return เป็น DateTime object นะครับ มือใหม่บางคนอาจเข้าใจผิดว่าจะreturn เป็นอักษรวันที่ ซึ่งถ้าอยากได้แบบนั้นจริงๆ ก็ค่อยแปลง DateTime เป็น String อีกทีครับ)

'หาวันแรกของเดือนนี้
Now.First()

'หาวันจันทร์แรกของเดือนนี้
Now.First(DayOfWeek.Monday)

'หาวันสุดท้ายของเดือนนี้
Now.Last()

'หาวันศุกร์สุดท้ายของเดือนนี้
Now.Last(DayOfWeek.Friday)

'หาวันจันทร์ถัดไปจากวันนี้
Now.Next(DayOfWeek.Monday)

'กำหนดค่าเป็น วันนี้เวลา 17.30 น.
Now.SetTime(17, 30)

'ฟังก์ชัน SetTime มี overload 4 ตัว ให้กำหนดค่าตั้งแต่ชั่วโมงจนถึงมิลลิวินาที
SetTime(hour)
SetTime(hour, minute)
SetTime(hour, minute, second)
SetTime(hour, minute, second, millisecond)

หลังเห็นแล้วว่าน่าใช้ ขั้นต่อไปก็ไปโหลด assembly ที่ชื่อ DateTimeExtensions.dll จาก http://www.codeplex.com/DateTimeExtensions ขนาดเพียง 5 kB

เสร็จก็ add reference เข้ามาในโปรเจ็คของเรา ก็เป็นอันใช้งานได้

ช่วยลดโค้ดลงได้นิดหน่อย แบบนี้ถ้ามีคนใช้เยอะๆ ก็อยากให้ไมโครซอฟต์บรรจุฟังก์ชันเหล่านี้ลงไปใน DateTime มาตรฐานเลย..

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม :
DateTimeExtensions (www.CodePlex.com)
A Set of Useful Extension Methods for DateTime (Fredrik Kalseth Blog)

วันจันทร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ส่งอีเมล์บน .NET 2.0 (Sending e-mail with .NET 2.0)

เรื่องการเขียนโปรแกรมส่ง e-mail ก็เป็นงานที่ต้องเจอบ่อยๆ ครับ พอดีมีคนถามเข้ามาเลยจะพยายามรวบรวมวิธีการส่งอีเมล์แบบต่างๆ มาให้ดูครับ เดิมทีใน .NET เวอร์ชั่น 1.0/1.1 กลุ่มคลาสที่เกี่ยวกับอีเมล์จะอยู่ในเนมสเปส System.Web.Mail ซึ่งไมโครซอฟท์คงพิจารณาแล้วว่า ไม่เหมาะสมแน่ถ้าให้คลาสเกี่ยวกับอีเมล์อยู่ใน System.Web เพราะมีความหมายเป็นนัยว่างานด้านอีเมล์เกี่ยวกับงานเว็บเท่านั้น ทำให้เวลาพัฒนา win app., console ฯลฯ ต้อง add reference มาเสมอ ดังนั้นใน .NET เวอร์ชั่น 2.0 ทางไมโครซอฟท์จึงเปลี่ยนให้คลาสเกี่ยวกับอีเมล์ทั้งหมดไปอยู่ในเนมสเปส System.Net เป็นการบอกว่า งานด้านอีเมล์เป็นงานด้าน network ดังนั้นเวลาอ้างเนมสเปสจึงใช้เป็น System.Net.Mail แทน ซึ่งดูเหมาะสมดีครับ
Imports System.Net
....

Dim Mail As New MailMessage()

Mail.To.Add(New MailAddress("TO1@email.com"))
Mail.To.Add(New MailAddress("TO2@email.com"))
....
Mail.CC.Add(New MailAddress("CC1@email.com"))
Mail.CC.Add(New MailAddress("CC2@email.com"))
....
Mail.BCC.Add(New MailAddress("BCC1@email.com"))
Mail.BCC.Add(New MailAddress("BCC2@email.com"))
....
Mail.From = New MailAddress("FROM@email.com")
Mail.Subject = "......"
Mail.Body = "......"
Mail.IsBodyHtml = True

Dim Smtp As New SmtpClient("smtp.email.com")
Smtp.Send(Mail)

ชื่อ SMTP server ใช้ IP แทนก็ได้นะครับ
กรณีที่ SMTP server มีการตรวจสอบสิทธิ์ ก็ให้เพิ่มโค้ดในส่วน SmtpClient เป็น
Dim Smtp As New SmtpClient("smtp.email.com")
Smtp.DeliveryMethod = SmtpDeliveryMethod.Network
Smtp.Credentials = New NetworkCredential("UserName", "Password")
Smtp.Send(Mail)

ถ้า SMTP Server กำหนดให้ใช้ SSL\TLS (SSL ใช้ port หมายเลข 465 ,TLS ใช้ port หมายเลข 587) เพิ่ม properties ใช้อ็อบเจ็คดังนี้

Dim Smtp As New SmtpClient("smtp.email.com")
Smtp.DeliveryMethod = SmtpDeliveryMethod.Network
Smtp.Credentials = New NetworkCredential("UserName", "Password")
Smtp.EnableSsl = True
Smtp.Port = 587    '465
Smtp.Send(Mail)

บางคนอาจจำเป็นต้องเปลี่ยน SMTP บ่อยๆ หรือเปลี่ยน SMTP User บ่อยๆ ก็อาจจะระบุรายละเอียดของ SMTP Server ไว้ใน Web.config หรือ app.config เลยก็ได้ครับ
<configuration>
....
<system.net>
<mailsettings>
<smtp deliverymethod="Network">
<network host="smtp.email.com" username="..." password="..." port="..." />
</smtp>
</mailsettings>
</system.net>
....
</configuration>
<-- บทความกำลังเขียนต่อ -->

แหล่งข้อมูล :
ASPAlliance.com
dotnetcurry.com
DaniWeb
velocityreviews
SMTP gmail outlook
SMTP gmail Thunderbird 2.0
geekswithblogs.net
astahost.com

วันศุกร์ที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ฟังก์ชั่นหาวันแรกและวันสุดท้ายของเดือน (Get first and last day of month)

คำว่าวันสุดท้ายของเดือนในที่นี้ หมายถึงวันใน data type แบบ DateTime (หรือ Date) นะครับ ไม่ใช่หมายถึงเดือนนั้นมีกี่วัน เพราะถ้าหาเดือนนั้นมีกี่วันก็แค่ใช้ Method ชื่อ DaysInMonth (พร้อมระบุปีเดือน) ก็ได้คำตอบแล้ว โค้ดข้างล่างเป็นตัวอย่างแนวทางการหาคำตอบเท่านั้น เพราะที่จริงสามารถพลิกแพลงได้หลายวิธีครับ ลองดูกันเลยครับ

'VB.NET
'หาวันแรกของเดือน จากวันปัจจุบัน
Function GetFirstDayOfMonth(ByVal CurrentDate As DateTime) As DateTime
   Return (New DateTime(CurrentDate.Year, CurrentDate.Month, 1))
End Function
'หาวันแรกของเดือน ที่เป็นวันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) จากวันปัจจุบัน
Function GetFirstWorkingDayOfMonth(ByVal CurrentDate As DateTime) As DateTime
   With New DateTime(CurrentDate.Year, CurrentDate.Month, 1)
      If .DayOfWeek = DayOfWeek.Saturday Then
         Return .AddDays(2)
      ElseIf .DayOfWeek = DayOfWeek.Sunday Then
         Return .AddDays(1)
      Else
         Return .AddDays(0)
      End If
   End With
End Function
'หาวันสุดท้ายของเดือน จากวันปัจจุบัน
Function GetLastDayOfMonth(ByVal CurrentDate As DateTime) As DateTime
   With CurrentDate
      Return (New DateTime(.Year, .Month, Date.DaysInMonth(.Year, .Month)))
   End With
End Function
แหล่งข้อมูล :
first day of month - eggheadcafe
First and Last Day Of Month - vbforums

วันจันทร์ที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ปัจจัยในการพัฒนาอุตสาหกรรม IT ของประเทศ ตอน 1 (Thai IT Industial devlelopment factor 1)

บทความนี้ ผมคัดลอกและปรับมาเพียงบางส่วนจากหนังสือ แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ของประเทศไทย โดย SIPA ซึ่งผมต้องการช่วยเผยแพร่ให้คนในวงการ ได้รับทราบหรือตระหนัก และนำไปสู่การพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา

"การพัฒนาบุคคลากรที่มีฝีมือและมีคุณภาพจำนวนมาก"
"เราอาจจะกล่าวได้ว่าหัวใจของความสำเร็จ ในการพัฒนาอุตสาหกรรม IT ก็คือ คน นี่เอง สิ่งที่น่าแปลกใจสำหรับประเทศไทย คือ การพัฒนาบุคคลากร ซึ่งเราสร้างผู้จบการศึกษาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี แต่กลับปรากฎว่า มีผู้สำเร็จการศึกษาตกงานเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ในภาคอุตสาหกรรมนั้ขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะประเภทที่เป็นฝีมือในระดับสูง ทั้งนี้ก็เป็นเพราะระบบการศึกษาของประเทศไทยด้อยคุณภาพ ผลิตออกมาแต่ด้านปริมาณ โดยไม่มีคุณภาพที่ดีพอในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

ปัญหาเรื่องคุณภาพของระบบการศึกษานี้ ได้สร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ และสถาบันต่างๆ ในการฝึกอบรมผู้ที่สำเร็จจากระบบการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่สิ้นเปลื้องทั้งค่าใช้จ่าย และเสียเวลาแก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม IT ซึ่งมีการพัฒนาที่รวดเร็วมาก ดังนั้นความรู้ต่างๆ จึงต้องมีการปรับปรุงให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ประเทศอย่าง สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี ต่างก็พยายามพัฒนาระบบการศึกษา ให้มีคุณภาพในระดับสูงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการเรียนรู้ให้ปฏิบัติในเชิงอุตสาหกรรมได้ แม้แต่ประเทศจีน มาเลเซีย และเวียดนาม ก็ได้พยายามยกฐานะและระดับการศึกษาให้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว จนประสบความสำเร็จ เป็นที่ประทับใจจากนานประเทศ...................."

ความคิดเห็น - เราลองคิดง่ายๆ ว่า เวลาเราจะไปฝึกอบรมในเอกชน ยังต้องเสียเงินสำหรับค่าสอน แต่เด็กจบใหม่ที่ไม่สามารถทำงานได้ เรากลับต้องจ่ายเงินเดือนพร้อมฝึกอบรมให้อีก และคนที่แบกภาระนี้ ส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่บริษัทขนาดเล็ก เพราะบริษัทขนาดใหญ่ต่างแย่งตัวเด็กที่เก่งๆ ไปหมดแล้ว บริษัทแบบ SME ทุนก็น้อย ยังต้องมารับภาระแบบนี้อีก

อยากฝากให้เด็กรุ่นใหม่ได้ตระหนัก 2 อย่าง คือ
1. การศึกษา ถือเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น การฝึกปฏิบัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นพอๆ กับการเรียนรู้ให้ห้องเรียน ซึ่งหลายๆ คนนั้น ได้งานจากความรู้เชิงปฏิบัติ มากกว่าเกรดสวยๆ เสียอีก
2. เราอาจจะคิดว่าการศึกษาของเราเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งทำให้หลายๆ คนคิดว่า การเรื่องหนังสือไม่เก่ง ไม่เข้าใจบทเรียนนั้น มีแค่ตัวเราเองที่ได้รับผลเสีย ซึ่งจริงๆ แล้วเกิดความเสียหายกระทบไปยังประเทศชาติอย่างคาดไม่ถึง (ดังที่บทความข้างบนได้กล่าวไว้) จึงอยากฝากให้เด็กรุ่นใหม่ ได้ตระหนักในบทบาทของตนเองที่มีต่อสังคมมากขึ้น

ส่วนภาคการศึกษานั้น ผมอยากให้ลองคิดกันดูครับว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่หลักสูตรกลับพัฒนาบทเรียนตามเทคโนโลยีไม่ทัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาอยู่ 2 อย่าง คือ
1. วิชาเดิมแต่อัดเนื้อหาเพิ่มเข้าไป สมัยก่อนวิชา programming เรียนแค่การใช้ syntax, if, loop แต่ทุกวันนี้เรียนตั้งแต่ syntax, การใช้ library, framework, IDE tools, การติดต่อ database ไปจนถึง web services ในวิชาเดียว จากประสบการณ์ ผมเคยถูกจำกัดให้สอนการติดต่อ database ในคาบเดียว ทำให้เด็กไม่มีความลึกซึ่งในเนื้อหาเลย ผมอยากให้แบ่งเนื้อหาออกไปเป็นอีกหลายๆ วิชา แต่ก็ทำไม่ได้
2. ชื่อวิชาดูทันสมัย เช่น software design, design pattern, object-oriented แต่ผู้สอนกลับขาดทักษะ ขาดประสบการณ์ในอุตสาหกรรมจริง ตลอดจน(อาจจะ)ไม่รู้จริงไปเลยก็มี ที่จริงเรื่องนี้เป็นปัญหาระดับชาติมานานแล้ว เพราะเราขาดครูที่มีคุณภาพจริงๆ เรียกได้ว่าสมองไหลไปวงการอื่นหมดเลยครับ (เงินน้อย งานหนักครับ สำหรับอาชีพครู)

วันอังคารที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

บ้านเราสร้างค่านิยมในสายอาชีพด้าน IT กันถูกหรือไม่ (Thai IT Career Path rigth or wrong?)

ยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ทำให้เราซึ่งทำงานเรื่อยๆ กลับกลายเป็นคนล้าหลัง โดยไม่คาดคิด
ไม่ใช่เพราะเราหัวโบราณ แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าโลกนั้นก้าวหน้าไปรวดเร็ว

คนเรามีความคิดและชีวิตแตกต่างกัน สิ่งแวดล้อมต่างกัน งานอดิเรกต่างกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่คนในวงการคอมฯ ต้องตระหนักคือ บริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แตกต่างจากบริบทในวงการอื่น เช่น วงการนิติศาสตร์ วงการรัฐศาสตร์ ที่นานๆจะเปลี่ยนกฎหมาย เปลี่ยนระบอบการปกครอง ซักที

ถามว่าผิดไหม ถ้าไม่ปรับตัวตามกระแส ก็ต้องตอบได้เลยว่า ไม่ผิด
แต่ Value ของคุณจะต่ำโดยธรรมชาติของยุคสมัยไปเอง

ดังนั้นสิ่งที่เราทำกันอยู่ คือ การเปลี่ยน career path ไปส่วนงานที่ไม่ใช้ทักษะเชิงเทคนิค
สังเกตว่าบ้านเรา ไม่มีตำแหน่งวิศวะกรอาวุโส ไม่มีโปรแกรมเมอร์ประสบการณ์สูงมีอายุ ไม่มี SA อายุ 50
แต่หลายๆคนก็จำใจเปลี่ยน เพราะเรื่องเงินเดือน

เรานิยมเรียนต่อ MBA เพื่อเลี่ยงการปรับตัวตลอดเวลาต่อเทคโนโลยี และคาดหวังจะเป็นหัวหน้าคน หรือเงินเดือนสูงๆ นอกจากนั้นยังมีค่านิยมที่เห็นว่าการบริหารใช้สมองมากกว่าเชิงเทคนิค (ที่ใช้แรงงาน)
เราจึงขาดคนที่เข้าใจต่อปัญหาการผลิตซอฟต์แวร์อย่างมาก เพราะคนที่มีประสบการณ์เปลี่ยนไปสายบริหาร
พอไม่ได้ใช้นานๆ ก็ลืม น่าเสียดายความรู้และประสบการณ์เชิงเทคนิค

อยากฝากให้พวกเราช่วยตระหนัก และเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ส่งเสริม Career Path เชิงเทคนิค เพื่อให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยก้าวไกลกว่านี้ครับ


จากรูปด้านบนจะเห็นได้ว่า ตำแหน่งงานในวงกลมสีเขียวส่วนมาก (คิดว่ามากกว่า 95% - ความคิดเห็นส่วนตัว รอคนทำสถิติอยู่) จะย้ายตำแหน่งไปเป็นสายเชิงบริหารในอนาคต ทำให้ตำแหน่งงานในวงกลมสีแดงขาดแคลนอย่างมาก ซึ่งเป็นเพราะปัจจัย 2 อย่าง คือ เงินเดือนในตำแหน่งนั้นๆ เทียบกับตำแหน่งที่ทำได้ในสายอื่นๆ และความรู้ของคนที่จะมาทำ

ขอยกคำพูดขอ ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ซอฟต์แวร์ปาร์ค เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว มาเป็นอุทธาหรณ์ดังนี้ครับ "......บุคลากรไอทีทั่วโลกมี 30 ล้านคน มีคนที่เป็น SA อยู่ประมาณ 1% ส่วนไทยมีบุคลากรไอที 35,000-40,000 คน ใช้บัญญัติไตรยางค์ก็จะได้ออกมาประมาณ 300-400 คน ตัวเลขกลมๆ และจากผลสำรวจพบว่า 70% ของสาเหตุที่ระบบไอทีล่มเหลวคือขาด SA ที่เชี่ยวชาญ........."

เป็นคำถามฝากให้คิดกันต่อไปแล้วกันครับว่า ที่ ดร.รอม พูดคำว่า SA ที่เชี่ยวชาญ นั้น หมายถึง SA ที่มีบาทหน้าที่อย่างไร เพราะหลายองค์กร จะให้ SA ทำหน้าที่ทั้ง Business Analyze, Software Design หรือบางทีอาจเหมือน Documentator หรือ Coordinator ไปเลยก็มี

ข้อมูลเพิ่มเติม:
ชำแหละจุดอ่อนอุตฯซอฟต์แวร์ไทย มีแต่รายย่อย-ขาดศักยภาพรับงานใหญ่
ความสำคัญของมาตรฐานคุณภาพ ต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย
ชมรมสถาปนิกซอฟแวร์ หรือ IASA Thailand Chapter

วันจันทร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

อบรมฟรี Java Certificate ขั้นสูง โดย SIPA เชียงใหม่

ข่าวดีสำหรับนักพัฒนาสาย Java นะครับ ผู้ที่ได้ Cert SCJP (1.4 หรือ 5.0) อยู่แล้ว ทาง SIPA ร่วมกับบริษัท HITCHA จัดอบรมฟรี SCWCD, SCDJWS, SCBCD และ SCEA เป็นครั้งแรกของประเทศเลยนะครับ แต่เป็นข่าวร้ายสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ภาคเหนือนะครับ เพราะการอบรมครั้งนี้ จัดที่จังหวัดเชียงใหม่ครับ แม้จะอบรมวันเสาร์-อาทิตย์ แต่หลาย course จะพ่วงวันจันทร์ไปด้วยวันนึง จึงน่าเสียดายสำหรับคนอยู่พื้นที่อื่นๆ (ทำไมการอบรมในกรุงเทพมีแต่เสียเงินก็ไม่รู้ อยู่กรุงเทพก็มีคนจนนะครับ) งานนี้แค่อบรมครับ ถ้าจะสอบจริงต้องวางเงินอีก 2000 บาท ถ้าผ่านถึงจะให้เงินคืนครับ



กำหนดการอบรม (แต่ละหลักสูตร รับ 15 คน อบรมเวลา 9.00 - 16.00)
SCDJWS (Sun Certified Developer For Java Web Services)
อบรมวันเสาร์ถึงจันทร์ที่ 16-18 ส.ค.51
SCBCD (Sun Certified Business Component Developer)
อบรมวันเสาร์ถึงจันทร์ที่ 23-25 ส.ค.51
SCWCD (Sun Certified Web Component Developer)
อบรมวันเสาร์ถึงจันทร์ที่ 30, 31 สค. - 1 ก.ย.51
SCEA (Sun Certified Enterprise Architect)
อบรมวันเสาร์ถึงอาทิตย์ที่ 6-7 และ 13-14 ก.ย.51

งานนี้ผมขอบริษัทไปได้ครับ ยกเว้นแค่หลักสูตร SCDJWS เท่านั้น แล้วเจอกันที่ SIAP เชียงใหม่ครับ

update:
เต็มทุก course แล้วนะครับ
course SCBCD ที่อบรมเป็น Java 1.5 (EJB 3.0 ) ครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม :
SIPA ร่วมกับ Hitcha Co.,Ltd. จัดคอร์สอบรม Sun Java Certification ขั้นสูง - SIPA เชียงใหม่
Java Certification Overview - Sun Microsystem
Sun Certified Professional - Wikipedia
SIPA เชียงใหม่
SIPA ขอนแก่น
SIPA ภูเก็ต

วันเสาร์ที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

Value Types (3) : Enumerations

Enumerations หรือ Sealed value types คือ กลุ่มของค่าคงที่ที่เรากำหนดขึ้นเอง ซึ่งกลุ่มของค่าคงที่เหล่านี้มักจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน และค่าคงที่เหล่านี้จะมีค่าเป็นตัวเลขกำกับไว้ด้วย หรือพูดง่ายๆ ว่ามันคือ (string) Array ในแบบ value type นั้นเองครับ (ปกติ Array ใน java หรือ .net จะเป็น object) ตัวเลขที่กำกับไว้ ก็เปรียบกับ index ใน array ครับ

ประโยชน์ของ Enumerations คือ
  • ทำให้โค้ดอ่านง่ายขึ้น (readability) ซึ่งทำให้ดูแลรักษาโค้ดง่ายด้วย (maintain)
  • ทำให้ลดการ hard coding ได้ (hard coding หรือ hard code คือ การฝังค่าข้อมูลลงใน source code เลยซึ่งถือเป็นการเขียนโปรแกรมที่ไม่เป็นระเบียบในระหว่างพัฒนา แต่อาจจะมีประโยชน์ในขั้นตอนทดสอบระบบ)
  • บางกรณีที่ใช้แทน array จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ (performance) ให้กับซอฟต์แวร์ที่เขียนได้
การประกาศ Enumeration สำหรับ VB.NET (Enumeration Declaration for VB.NET)
|<attributes>| |<modifiers>| Enum <identifier> |As <data>|
<enumerator-list> |= <number>| |:|
End Enum

การประกาศ Enumeration สำหรับ C# (Enumeration Declaration for C#)
|<attributes>| |<modifiers>| enum <identifier> |: <data>|
{
<enumerator-list> |= <number>| |,|
}

ความหมาย
ในเครื่องหมาย | หมายถึง มีหรือไม่มีก็ได้
attributes คือ แท็กซึ่งใช้สำหรับปรับแต่งความสามารถ
modifiers ได้แก่ Private, Friend, Public ส่วน Protected และ Protected Friend ไม่สามารถใช้ใน Module ได้
identifier คือ ชื่อที่จะตั้งให้ enum
data type ได้แก่ type ที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็มทั้งหลาย ได้แก่ Byte, Integer, Long, SByte, Short, UInteger, ULong, UShort ถ้าไม่ระบุจะถือเป็น Integer

ตัวอย่าง

'VB.NET
Enum MemberStatus
Active
Inactive
Expire
Close
End Enum

Public Enum Result As Integer
Excellent = 2
Good = 1
Average = 0
Fair = -1
Poor = -2
End Enum

<Serializable()> Protected Friend Enum ColorCode As Byte
Red = 100 : Green = 51 : Blue = 255
End Enum

//C#
enum MemberStatus
{
Active,
Inactive,
Expire,
Close
}

public enum Result : int
{
Excellent = 2
Good = 1
Average = 0
Fair = -1
Poor = -2
}

[Serializable]
protected internal enum ColorCode : byte
{
Red = 100, Green = 51, Blue = 255
}

แหล่งข้อมูล :
Enum Statement (Visual Basic)
Enumerations in VB.NET (ASP Alliance)
Enumeration (StartVBDotNet)
What are Enumerations in VB.NET and how are they used?
what the difference between Enum and an ARRAY?
Programmatically Enumerate the values of an ENUM structure in VB.NET
enum - C# Online.NET

วันศุกร์ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

Outsource : สวรรค์ของนายจ้างหรือลูกจ้าง (Outsource : Employer's heaven or Employee's haeven?)

วันนี้ ผมถือเป็นฤกษ์งามยามดี เพราะ 4 ปีจะมีซักครั้ง เลยมาเขียนบทความที่ได้จากการตกผลึก เกี่ยวกับวงการไอทีบ้านเรา หลังจากที่ผมได้หยุดงานทุกอย่าง แล้วพักผ่อนอย่างเต็มที่ 2 เดือน

เรื่องแรกที่อยากจะเขียนถึง คือเรื่อง outsource ซึ่งถ้าเราไปค้นคว้าเกี่ยวกับระบบธุรกิจ outsource หรือ outsourcing (มาจากคำว่า Business Process Outsourcing - BPO) บทความส่วนใหญ่จะกล่าวในลักษณะมุมมองทางด้านการบริหาร หรือมุมมองของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว ยังหาบทความที่พูดถึงผลกระทบต่อภาคแรงงาน หรือในมุมมองของพนักงาน ไม่ค่อยจะได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้ เพราะจะได้เตรียมตัว ปรับตัว หรือหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงการบริหาร ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันนี้

จากการ์ตูน - สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ความว่า Director 3 คน กำลังบอก CEO ว่า "ทางบอร์ดได้ตัดสินใจ outsource งานของคุณไปให้คนที่อินเดียทำแทน ซึ่งเงินเดือนถูกกว่าคุณ 10 เท่า!" ซึ่งหมายความว่าตกงานครับ การ์ตูนตอนนี้ใช้หัวข้อว่า "ถ้าโลกยังมีความยุติธรรม...." ปัจจุบันภาคแรงงานสหรัฐอเมริกา ก็กำลังประสบปัญหาคนตกงานมากขึ้น คำถามที่เกิดขึ้น คือ ลูกจ้างจะต้องปรับตัวอย่างไร?

ก่อนอื่น เพื่อให้ผู้อ่านที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการบริหารธุรกิจได้มองภาพออก ผมจึงขออธิบายเรื่อง outsourcing ให้พอทราบความเป็นมาบ้าง แล้วจะพูดถึงผลกระทบต่อลูกจ้าง ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกงานใหม่ (ที่มี outsource เป็นตัวเลือกด้วย) เลยทีเดียว

โดยในการค้นคว้าของผมนั้น ก็ไม่ได้อ้างทฤษฎีอะไรมาก แค่จะนำหนังสือด้านบริหารที่ผมชอบอ่านมาเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง ซึ่งหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับการบริหารที่ผมชอบอ่าน คือ หนังสือแปลที่เป็นผลงานของปีเตอร์ ดรักเกอร์ ซึ่ง Peter F. Drucker เองนั้น เป็น "บิดาแห่งศาสตร์ทางด้านการบริหารจัดการ" ประสบการณ์กว่า 90 ปี ตั้งแต่ยุค ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud), ฮิตเลอร์ (Hitler) ไปจนถึงจอร์จ ดับเบิลยู บุช ยุคโลกแห่งระบบเศรษฐกิจใหม่ เคยถูกเชิญให้มาศึกษาปรับเปลี่ยนการบริหารองค์กรเอกชน และภาครัฐหลายแห่ง เช่น General Motor, Ford, IBM (ยุคที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีความคิดที่จะเชิญดรักเกอร์ มาพูดปาฐกถาในประเทศไทย แต่เนื่องจากค่าตัวสูงหลายล้าน จึงได้ล้มความคิดนี้ไป เพราะช่วงนั้นไทยเพิ่งผ่านวิกฤษเศรษฐกิจ ปี 40 มาไม่นาน) ส่วนผลงานหนังสือ ที่ทำให้เขาโด่งดัง คือหนังสือชื่อ Concept of the Coporation (1942) อันเป็นที่มาของการบริหารแบบกระจายอำนาจ และหนังสือที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการการจัดการสมัยใหม่ คือหนังสือที่ชื่อ Practice of Management (1954) ดรักเกอร์ได้รับคำชมว่ามีความรอบรู้ทั้งเชิงลึกและกว้าง สามารถสังเกตการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เร็วกว่าคนอื่น 20 ปี (แม้แต่ บิล เกตต์ เองก็ยังบอกว่า หนังสือด้านการจัดการที่มีอิทธิพลต่อตัวเกตต์ที่สุดคือหนังสือของดรักเกอร์) ดรักเกอร์ได้เปิดโรงเรียนบริหารธุรกิจปีเตอร์ ดรักเกอร์ ที่มหาวิทยาลัยแคลร์มอนท์ (Claremont Graduate School) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันดรักเกอร์ได้เสียชีวิตไปแล้วในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2005 มีถ้อยคำที่เป็นอมตะฝากไว้ เช่น "ผมไม่เคยพบผู้บริหารที่ทำงาน 2 อย่างในเวลาเดียวกัน แล้วจะมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม" หรือ "ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงประการเดียว ที่นักบริหารจัดการ คือ การ เพิ่มผลิตผลแก่คนทำงานที่ใช้ความรู้ (knowledge worker)" แต่คำพูดที่ผมชอบที่สุด คือ "พวกเขาไม่ใช่ลูกจ้าง แต่พวกเขาคือคนทำงาน" (Knowledge worker isn't labor)

เมื่อผมอ่านงานเขียนของดรักเกอร์ จึงประมวลความคิดได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมบริษัทต่างๆจึงชอบ outsource โดยผมจะอ้างอิงจากหนังสือที่แปลจากสำนักพิมพ์ Hardvard Business School Press เป็นภาษาไทย โดยสำนักพิมพ์เอ็กซเปอร์เน็ท ดังรูป

เนื่องจากลูกจ้างในปัจจุบันนั้นมีความรู้มากขึ้น จนหลายๆ คนอาจจะมีความรู้ หรือวุฒิสูงกว่านายจ้าง ลูกจ้างจึงแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ลูกจ้างที่ความรู้น้อย (Labor) และคนทำงานที่มีความรู้สูง (Knowledge Worker หรือ White-Collar Workforce) - (ในที่นี้ผมประมาณเอาคร่าวๆ ว่าเป็นผู้ที่จบ ป.ตรี ขึ้นไป) ผู้บริหารบริษัทต่างๆ นั้น กลับไม่ปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ โดยเฉพาะประเทศฝั่งตะวันออก ที่เจ้าของ ผู้บริหาร หัวหน้า จะรู้สึกมีอำนาจใหญ่โตกว่าลูกน้องมากมาย เมื่อต้องมาทำงานร่วมกับพนักงานที่มีความรู้ บทบาทและอำนาจจึงลดน้อยลงไป เพราะพนักงานที่มีความรู้จะมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น การบริหารแบบเดิมที่มักใช้การออกคำสั่ง จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการวานให้ช่วยแทน แต่นี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้บริหารไม่ชอบ เพราะต้องเสียเวลากับการบริหารคนมากขึ้น ส่วนในประเทศฝั่งตะวันตกก็มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานจำนวนมาก ทำให้นายจ้างยุ่งกับการบริหารงานบุคคล จนไม่มีเวลาไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือส่วนอื่นๆ รวมทั้งอัตราค่าจ้างแรงงานก็สูงขึ้น และปัญหาที่มีร่วมกันทั่วโลก คือ การจัดหาแรงงาน (recuitment), การสัมภาษณ์งาน รวมทั้งงานเอกสารที่เกิดขึ้นของฝ่ายบุคคล เช่น งานภาษี, ประกันสังคม, ประกันสุขภาพ, งานอบรม, งานรับสมัคร เป็นต้น ที่เป็นต้นทุนอย่างมากในแต่ละกิจการ และปัญหาสุดท้าย คือ ปัญหาการจัดการปริมาณแรงงานกับปริมาณงานไม่สมดุลกัน บางช่วงงานมากแต่พนักงานน้อย บางช่วงงานน้อยแต่พนักงานมีมาก ครั้นจะรับพนักงานชั่วคราวก็ยุ่งยากและหายาก เพราะลูกจ้างที่มีความรู้มักจะต้องการเป็นพนักงานประจำมากกว่าพนักงานชั่วคราว

ปัญหาทั้งหมดนี้ทำให้ outsourcing นิยมขึ้นทั่วโลก โดยบริษัทขนาดใหญ่ฝั่งตะวันตกก็ outsource งานมาฝั่งประเทศตะวันออก เช่น จีนและอินเดีย เพราะแรงงานมีราคาถูกกว่า, กฎหมายแรงงานเข้มงวดน้อยกว่า ด้านประเทศฝั่งตะวันออก และบริษัทขนาดเล็กฝั่งตะวันตกก็ไม่ได้ outsource งานไปไหน แต่จะนิยม outsource งานภายใน ให้บริษัทภายนอกมาทำอยู่ในองค์กรนั้นเลย

บทความยังไม่จบ เดี๋ยวมาเขียนต่อครับ...

แหล่งข้อมูล :
FOREIGN OUTSOURCING HITS THE U.S. WHITE-COLLAR WORKFORCE
ปีเตอร์ ดรักเกอร์, ทอม ปีเตอร์ และ ไมเคิล พอร์เตอร์ ต้นแบบของมหากูรูนักบริหารจัดการมืออาชีพ โดย ผศ.กิตติภูมิ มีประดิษฐ์
ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ (2452-2548) กูรูในกูรู ตอน 1 โดย ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย
ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ (2452-2548) กูรูในกูรู ตอน 2 โดย ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย
แนวโน้ม HR Outsourcing กับอนาคตของนักบริหารทรัพยากรบุคคล โดย ปิยวัฒน์ แก้วกัณฑรัตน์
ทำไม HR ต้อง Outsource?

วันเสาร์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

10 อย่าง ที่ไมโครซอฟท์จะทำในปี 2551 (Microsoft Predictions for 2008)

ช่วงนี้ใกล้ปีใหม่เข้าไปทุกทีแล้วนะครับ เลยแปลบทความสิ่งที่คาดว่าไมโครซอฟท์จะทำในปี 2008 มาเป็นของขวัญให้ผู้อ่านบล็อกแล้วกันนะครับ

1. Windows Media Center รุ่นใหม่ ซึ่งมี code name ว่า Fiji คาดว่าจะออกตัวเต็มมาราวๆ ไตรมาสที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะมาพร้อมกับ Windows Vista (service pack 1) สิ่งที่ได้ปรับปรุงเพิ่มขึ้น เช่น
  • UI หรือหน้าตาโปรแกรมให้เข้ากับ Vista
  • ใช้ .NET Framework 3.5
  • ใช้ WinFX แทน NTFS โดยตรง (ประมาณ Virtual Folder)
  • HD-DVD playback build-in ซึ่งไม่ต้องลง decoder อื่น
  • integrate กับ Windows Live
  • เพิ่มความปลอดภัยด้วยการ implement NGSCB ลงไป
  • เพิ่มประสิทธิภาพ HDTV
2. ไมโครซอฟท์จะสามารถตกลงเรื่อง license กับ Apple ในการใช้โปรโตคอล Active Sync ได้ ไม่เกินปี 2008 นี้ ข้อตกลงนี้จะทำให้ iPhone สามารถ sync ข้อมูลต่างๆ เช่น email, calendar, contact list จาก Microsoft Exchange Server ได้
3. ไมโครซอฟท์อาจจะได้ตัว Don Mattrick ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาเกมส์ของ Electronic Arts (EA) มาร่วมงานในส่วนธุรกิจบันเทิง (Interactive Entertainment Business) ซึ่งจะทำให้ Shane Kim รองประธาน ฝ่าย Games Studio โดนย้ายไปทำงานส่วนอื่น และจะเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธุรกิจเกมส์ของไมโครซอฟต์

4. ไมโครซอฟท์จะพัฒนาเครื่องมือสำหรับ Facebook ออกมามากมาย เพื่อออกมาชนกับ Google (ซึ่งหนึ่งในนั้นคงจะมีเหมือน OpenSocial เช่น Microsoft Windows Live Contacts API ที่ไมโครซอฟท์กำลังพัฒนาอยู่)

5. Windows Mobile Phone จะนำความแปลกใหม่และความสามารถจาก Zune มารวมไว้ (เช่น การเคลื่อนนิ้วมือเพื่อเลือกหรือเปลี่ยนอะไรบางอย่างในหน้าจอ) และจะกลายมาเป็น Microsoft ZunePhone ใน ปี 2009 แต่ปี 2008 อาจจะออก Windows Mobile Music Feature (คล้าย concept nokia ไหม) มาก่อน

6. Microsoft Office เวอร์ชั่น 14 จะมี beta มาให้ลองในปี 2008 ซึ่งตัวเต็มจะกำหนดออกในปี 2009 (ไม่มี Office เวอร์ชั่น 13 นะครับ ส่วน MS Office 2007 คือ Office เวอร์ชั่น 12)
7. หลังจากที่ไมโครซอฟท์ได้ออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Enterprise Server มาในปี 2007 เช่น Microsoft Office Communications Server, SharePoint และ Exchange Server ซึ่งในปี 2008 นี้ ไมโครซอฟท์ก็จะออกมาเพิ่มอีก นั้นคือ Microsoft ForeFront สำหรับการเพิ่มความปลอดภัยและเพิ่มความสะดวกในการจัดการความปลอดภัย (Security) และผลิตภัณฑ์ประเภท Business-Intelligence (BI)

8. การต่อสู่ของมาตรฐาน format ของ document ยังมีต่อ เพราะเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2008 นี้ ไมโครซอฟท์จะส่ง OOXML เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมาตรฐาน ISO อีกครั้ง หลังจากปรับปรุงแก้ไขหลายๆ ส่วนมาแล้ว ซึ่งมีความเชื่อว่า OOXML จะได้รับการตอบรับจากคณะกรรมการ แม้จะมีการคัดค้านอย่างหนักก็ตาม และสงครามยกถัดไปจะขึ้นอยู่กับตัวแทนแต่ละประเทศ ว่าจะกำหนดเงื่อนไขที่จะยอมรับอย่างไร
9. Windows 7 จะออกในปี 2008 ค่อนข้างแน่นอน

10. Bruce Chizen, CEO ของ Adobe ที่จะหมดสัญญาการทำงานกับ Adobe เมื่อสิ้นปี 2007 อาจจะได้ร่วมงานกับไมโครซอฟท์ ในส่วนผลิตภัณฑ์ตระกูล Expression ซึ่งขณะนี้ Microsoft กับ Adobe ถือเป็นคู่แข่งด้าน design tool กัน

แหล่งข้อมูล :
What’s on Microsoft’s agenda for 2008?
Microsoft in 2008: 10 Predictions
Looking at Fiji and Vienna
Microsoft ForeFront

วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

คนที่ค้นหาเกี่ยวกับ VB ส่วนใหญ่ใช้ keyword อะไรกัน? (What popular VB keywords in Google)

ปกติเวลาผมอยากจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Visual Basic ผมมักจะใช้ keyword คำว่า VB.NET นำหน้าเสมอ (หลายทีก็ใช้ C# นำ) แต่พอผมลองใช้ Google Trends ในการเปรียบเทียบ keywords ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ visual basic พบว่า VB.NET ที่ผมใช้บ่อยๆ กลับมีคนใช้กันน้อยที่สุด แต่ก็มียอดคงที่ๆ สุด คือ กราฟแทบจะขนานกับแกน x เลย

หลังจาก Microsoft ออก VB.NET มา นักพัฒนาก็เลยมีปัญหาการใช้ keywords ใน search engine มากขึ้น เพราะมีตัว keyword เพิ่มขึ้น บางทีก็ใช้ vb, vb.net, visual basic ถ้าเปรียบเทียบกับ java ก็ใช้ keyword java อย่างเดียวมาตลอด (แต่ไม่ทราบว่าทุกคนคิดเหมือนผมรึเปล่านะครับ ที่เวลา search ถ้าใช้ VB หรือ Visual Basic มันจะได้ผลลัพธ์ที่มี VB6 หรือก่อนหน้ามาด้วย ดังนั้นผมจึงคิดว่าใช้ VB.NET หรือ Visual Basic.NET หมายถึงเอาผลลัพธ์เฉพาะ VB บน .NET Framework)

วิเคราะห์จากสถิติ
สถิติบอกว่าคนใช้คำว่า VB และ Visual Basic ในการค้นหาน้อยลงเรื่อยๆ แต่ keyword อื่นไม่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงว่า คนใช้ VB น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเป็นจริง เพราะเนื่องมาจากฐานคนใช้ VB6 ลดลงนั้นเอง ไอ้ที่ลดลงก็ไม่ใช่ว่าหันไปใช้ VB.NET นะ เพราะสถิติการใช้งานไม่เพิ่มขึ้น เลยสงสัยว่าคนคงหันไปใช้ C# แน่เลย ก็ลองใช้ Google Trends ในการเปรียบเทียบกับ C# อีก พบว่า C# ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น งั้นเอา Java มาเทียบดูอีก (เพราะคาดว่าคนอาจจะหนีไปเล่น Java เลย) แต่ผลกลับเป็นว่าแนวโน้วภาษาหลักๆ ส่วนใหญ่มีการใช้งานที่ลดลงหรือไม่ก็คงที่

นั่งงงซักพัก เลยลองหันมาดูสถานการณ์รอบตัว เพื่อมาเปรียบเทียบกับสถิติ แล้วพยายามสรุปตามกระบวนทรรศของผมเอง โดยผมได้ทำการเชื่อมโยงกับภาคการศึกษาไว้ด้วย ดังนี้ "แนวโน้มการศึกษาและใช้งานภาษา programming ลดลงโดยรวมทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทย แม้ว่าความนิยมในสายงาน computer จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ความนิยมเรียนในสาขา computer science ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น กลับนิยมเรียนสาขา IT ที่มีการเรียนหรือใช้งานด้าน programming น้อย แสดงให้เห็นกลายๆ ว่า คนชอบ programming น้อยลง ทั้งเด็กนักศึกษาและคนทำงาน เห็นได้จากการเบนไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น Tester, SA, DBA, Data Warehouse (ยังพบว่าตำแหน่งที่ว่ามา มีเด็กจบใหม่ทำงานมากขึ้น แทนที่จะมีประสบการณ์ programming มาบ้าง) ดังนั้น การที่ Google Trends บอกว่า VB หรือ Visual Basic ลดลง โดย keyword อื่นไม่ได้เพิ่มขึ้นนั้น จึงน่าจะมาจากเหตุข้างต้นนี้" (ผมเปรียบเทียบเฉพาะกับภาษาหลักๆ ที่ได้รับความนิยมนะครับ)

ส่วนในประเทศที่ใช้งาน Visual Basic อันดับต้นๆ นั้น 8 ใน 10 เป็นแถบเอเชีย (รวม Australia ด้วย)
ประเทศอินเดียจะใช้ Visual Basic มากที่สุดในโลก อันนี้ผมไม่ทราบที่มาเหมือนกันครับว่า วัฒนธรรมเค้าเป็นอย่างไร

สิ่งที่น่าสังเกต คือ
  1. News reference volume หมายถึง keywaords นี้ ปรากฎอยู่ในข่าวของ Google (Google News stories) มากน้อยเพียงใด ก็พบว่ามีข่าวเกี่ยวกับ VB เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ 2006 ที่ผ่านมา
  2. เมื่อเราใช้ Google Trends มาเปรียบเทียบภาษา Visual Basic กับภาษาอื่นๆ ยังไงก็แพ้กันเยอะ เพราะ keywords ของ Visual Basic เองมีหลายตัว ซึ่งถ้าเลือกไปเปรียบเทียบเพียงตัวเดียว เส้นกราฟ Visual Basic ที่ได้จะต่ำมาก ผมไม่รู้ว่ามันสามารถรวมกลุ่มของ keywords ได้ไหมนะครับ ท่านใดชำนาญช่วยค้นหาให้ที บางทีข้อมูลที่ได้อาจจะตรงกับความเป็นจริงมากขึ้นอีก
  3. ถ้าเปรียบเทียบ ASP กับ ASP.NET ก็พบว่ามีลักษณะเหมือนกันกับ VB จึงยืนยันได้ว่า เทคโนโลยีเก่าของ Microsoft มีการใช้งานน้อยลง โดยผู้ใช้เทคโนโลยีใหม่ (.NET) ไม่ได้เพิ่มขึ้น
แหล่งข้อมูล :
Google Trends
Google Trends - vb, vb.net, visual basic, C#